สำหรับผม..กรุงปารีส เป็นอีกหนึ่งในสถานที่แห่งความทรงจำ นับตั้งแต่เด็ก ผมมีโอกาสตามพ่อแม่ มาเที่ยวที่ปารีสบ่อยๆ สืบเนื่องมาจาก แม่ผม มีเพื่อนรุ่นพี่ท่านนึงพำนักอยู่ ณ.ที่นั้น แต่จุดประสงค์หลักๆเลยของแม่ คือ ช๊อปปิ้ง !! นี่ คือ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผู้หญิง หากยามใด เหล่าอิสตรี หมายที่จะเดินเลือกซื้อของแล้ว ต่อให้เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่...แต่นั้นแหละ..คือ จุดเริ่มต้นของผม
จากการเดินดูร้านค้าต่างๆของแม่ผม นับตั้งแต่ บูเลอวาร์ด โฮสมาน, ลาฟาแย็ต, ร้านแพลงตอง, ดิวตี้ฟรีต่างๆ นั่งรถไปจนถึง ชองเซลิเซ่ ทำให้ผมได้เห็น บรรยากาศในย่านต่างๆ ของกรุงปารีส อีกทั้ง เพื่อนของแม่ก็พาผมไปเที่ยว สถานที่สำคัญหลายๆแห่ง เช่น พระราชวังฟงแตนโบล, พระราชวังแวร์ซาย รวมถึงไฮไลท์ต่างๆ ในปารีส เสียแค่ตอนนั้น ยังเล็กอยู่มาก เลยไม่ได้ซึบซับอะไรมากเท่าที่ควร แต่ก็เพราะ การไปปารีส สองปีครั้งบ้าง สลับกับ สามปีครั้งบ้าง เลยทำให้ผมเริ่มอยากบินเดี่ยว !!
ตอนปิดเทอมปีสอง เข้าสู่ปีสามที่ศิลปากร แม่ อนุมัติให้ผม โชว์เดี่ยวที่ปารีีสได้ดั่งที่ใจมุ่งหมายไว้ ในขณะนั้นผมเองก็เรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่ แม่เลยตัดสินใจว่า ไหนๆก็จะไปแล้ว ก็ให้ผมเรียนภาษาที่นู้นซักเดือนนึงไปเลย ถือเป็นการชิมลางไปในตัว ผมเลยจัดการ ติดต่อสถาบันสอนภาษาที่ปารีส รวมถึงที่พักด้วยตนเอง (เหตุเพราะ พ่อกับแม่ ไม่้เป็นภาษาฝรั่งเศส ได้แค่อังกฤษและจีนกลาง )
ห้าสัปดาห์เต็มๆ ในกรุงปารีส ที่ ผมแรค เฮ้ยย !! ที่ผมได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ ทั้งทางด้านภาษาฝรั่งเศส และ การได้ท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ และที่สำคัญ คือ การได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวให้สนุก !!
สัปดาห์แรกที่ไปถึง ไม่น่าเชื่อ.. ผมแทบคลั่ง เพราะผมไปมีปัญหากับ Famille d'accueil หรือ โฮส นั้นเอง เหตุเพราะความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม และการที่เจ้าบ้านตั้งแง่กับผม ตอนเช้าถึงกลางวัน ไปเรียน ยังลืมความเครียดๆได้ หลังจากนั้นก็เที่ยวไปจนถึง เย็นๆ พอกลับมาที่พัก เรียกว่า เครียดตั้งแต่ เดินเข้่าที่พักเขาแล้ว ตลอดเวลาที่เจอหน้ากัน แดกดันตลอด.. ไม่รู้ไปเกลียดอะไรกันมาแต่ชาติปางก่อน ระหว่างผมกับตัวเจ้าของบ้านที่เป็นผู้ชาย..มารู้ทีหลัง จากเพื่อนชาวเม็กซิกันที่อยู่ในบ้านของเขา ว่า ที่จริงอะ เขามี ภรรยาเป็นชาวลาว แต่อีท่าไหนไม่รู้ ภรรยาก็หนีจากเขาไป ...ผมถึงบางอ้อ..อ๋อ..... มิน่าละ ชอบเหมาว่า เอเชียอย่างนู้น เอเชียอย่างนี้.. เอาละ..เมื่อเราเป็นได้แค่ทีมเยือนมาอาศัยเขาอยู่ สู้แยกออกมาหาโรงแีรมเล็กๆ อยู่เองคนเดียวดีกว่า สบายใจกว่ากันเยอะ..
ผมตัดสินใจบอกเจ้าของบ้านว่า ผมขอ ออกไปหาที่อยู่เิองดีกว่า แล้วขอเงินที่เหลือคืน เขาก็จำใจให้อย่างเสียมิได้...ผมลากกระเป๋าออกมา ราวกับ พจมาน เดินออกจากบ้านทรายทอง.... สุดท้าย ไปได้โรงแรมเล็กๆ บริเวรย่าน 14 แถวๆ Métro Plaisance ตกลงราคากันได้ลงตัว เลยไม่มีปัญหา และนั้นคือ จุดเริ่มต้นแห่งความมันส์..
พอเปิดมาสัปดาห์ที่สอง ในสถาบันสอนภาษา เริ่มสนิทกับเพื่อนๆที่อยู่ในห้องเดียวกัน เป็นชาว สเปน,เม็กซิโก,ญี่ปุ่น,อังกฤษ เรียกว่า ผู้ชายแทบจะยกห้อง..บอกได้คำเดียว
สนุกครับ... เพราะ อายุรุ่นราวคราวเดียวกันทั้งนั้น จะมีแค่เพื่อนต่างวัย ชายชาวสเปนอายุปาเข้าไป 55 เขาผู้นี้ละ ชื่อ Santiago และกับการที่ชื่อของผมไปพ้องกับของเขา ( Santi ) เลยทำให้ต่างฝ่ายจำชื่อกันได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งผมสนใจในวัฒนธรรมการแข่งวัวกระทิงในสเปน เลยทำให้ผมกับเขา คุยกันถูกคอ ..
นี้คือ ส่วนหนึ่งในความสนุกที่ผมไม่เคยลืมเลย ในชั้นเรียนครั้งนั้น ..
หลังจากเรียนเสร็จ ช่วงบ่าย ผมจะตระเวณไปในสถานที่ต่างๆคนเดียว เพื่อจะเก็บแหล่งท่องเที่ยวให้ได้มากที่สุด ไปมันเกือบจะทุกที่ ตั้งแต่ Louvre, Orsay, Guimet, Notre-Dame, Conciergerie, Panthéon, Musée de l'armée, L'arc de triomphe , etc แต่ที่เด็ดที่่สุด ต้องที่ Sacré-Coeur, Montmatre สองที่ ที่กล่าวมา ก็สวยดี แต่ พอเดินลงมาข้างล่างที่ติดกับถนนเนี่ยละ ทีเด็ด !!
ชาวปารีส จะรู้จักย่านนี้ว่า Picalle ตรงนี้เทียบเท่า ย่านโลกีย์ที่ยิ่งใหญ่ในปาีรีส..ขอออกตัวก่อนนะครับว่า ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดกันน๊าาาา..ฮะๆ เผอิญมันเป็นทางที่ต้องผ่านไปลง รถไฟใต้ดินอะ บริเวณนี้นะ มันจะมีึ ตั้งแต่ เซ็กส์ช็อป, ซ่อง, บาร์ที่โชว์กันแบบจะจะ รวมถึง มูแลง รูช ที่ทุกคนคงรู้จัก ผมกำลังเดินๆอยู่เพื่อที่จะรีบไปขึ้นรถไฟใต้ดิน ทันใดนั้น !! มีผู้ชาย กระชากแขนผมเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง ไม่ทันที่ผมจะพูด เขาเปิดฉากพูดขึ้นมาก่อนว่า " เอาละ สหาย.. ครั้งละ สามสิบ ยูโร " พอพูดเสร็จปุ๊บ เขาไปตาม สาวๆฝรั่งเศสที่อยู่ด้านใน มาประมาณห้า หก คน แต่ละนาง อยู่ในชุดนุ่งน้อย ห่มน้อย ทรวดทรงองค์เอว โอ้ แม่เจ้า..^^
" คุณสนใจใคร เชิญ.." ยังไม่เท่านั้น เหล่าสา่วเจ้า วิ่งเข้ามาเกาะแขนผม พร้อมกับทั้งเบียดทั้งสี เฮ้ยยยยยย..ผมคิดในใจ ว่า " สันติ อย่าๆๆ เอดส์ นะมึง อย่าๆๆ เย็นไว้ ยุบหนอ พองหนอ..." ผมบอกตัดทันที ว่า " ผมจะกลับแล้ว" มีสาวผมบรอนนางนึง ตามมาจับแขนผม แล้วบอกว่า " ไปเป็นเพื่อน เอาไหม.." กว่าผมจะออกมาได้.. ผมคิดถึงแต่ พุทธโธๆๆ อย่างเดียว ต้องไม่ใจอ่อนเด็ดขาด มิเช่นนั้น อาจจะเสียใจไปตลอดชีพ.. ฮะๆๆ เล่นเอาผม ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย ผับผ่า สิ เฮ้อ..วันนั้นเลยต้องไปนั่งสงบจิตใจ ที่ Musée de l'érotisme เฮ้ยยย ไม่ใช่ ที่ Musée du Louvre ต่างหาก แฮะๆ ^^'
เอาละ..กลับมาเรื่องเรียนภาษาต่อ สองสัปดาห์สุดท้าย ในห้อง ครู ให้ฟังเพลงฝรั่งเศสเพลงนึง ชื่อ Champs Elysées ขับร้องโดย Joe Dassin ซึ่งเพื่อนๆในคลาส ต่างรู้ว่า ผมชอบเพลงนี้มากๆ ครูสอนภาษา เลยฝึกให้ทั้งห้องร้องเพลงนี้กันให้ได้ทุกคน...จนถึงวันสุดท้ายของผม ในวันนั้น มีผมคนเดียวที่จะเตรียมตัวกลับแล้ว ส่วนเพื่อนคนอื่นก็ยังเรียนต่อ บางคนเพิ่งมาถึงเพียงอาทิตย์เดียวเอง..
ผมเดินเข้าไปจับมือลา เพื่อนๆทุกคน รวมทั้งครูในคลาส ..แต่มีเซอร์ไพรส์ ตรงที่ คุณ Santiago นำกีต้าร์มาด้วยในวันนั้น แล้วบอกเพื่อนๆในห้องว่า " วันนี้ สันติของพวกเราจะต้องไปแล้ว ฉะนั้น ก่อนสันติไป พวกเรามีเพลงจะร้องให้สันติฟัง.."
ต้องบอกเลยครับว่า ผมประทับใจเพื่อนต่างวัยชาวสเปนผู้นี้มากๆ เขาร้องเพลง Champs Elysées พร้อมกับเพื่อนๆทุกคน รวมถึงครูสอนภาษา เป็นการส่งผม.... เป็นครั้งแรกที่ ผมยืนค้างอยู่กับที่..ผมยิ้มไม่ออก ครูสอนภาษาแอบไปเขียนที่กระดานว่า Au revoir, Santi.. และเดินมาบอกผมว่า "ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้ ขอให้คุณคิดถึง ปารีส..."
ออกญาเมืองตูร์