แม้เวลาจะล่วงผ่านมานานนับสิบๆปีแล้วก็ตาม  แต่ก็ไม่อาจทำให้ชายชราผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นอดีต..ผู้ปลดหนี้กรรม ลืมเหตุการณ์บางอย่างที่เคยเกิดขึ้น ณ.เรือนจำกลางประจำจังหวัด ได้...

 
          ประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว ณ.เรือนจำกลางประจำจังหวัด

              เรือนจำแห่งนี้ มีไว้รองรับนักโทษขั้นเด็ดขาด และที่ต้องคดีอุจฉกรรจ์ เท่านั้น ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาหน้าเรือนจำ จะเห็นได้เลยว่า  มีกำแพงสูงหลายเมตร ประหนึ่งฉากกั้นบังตา มิให้คนภายในเรือนจำเห็นโลกภายนอก และมิให้บุคคลภายนอกมาล่วงรู้ถึงความเป็นอยู่ของชาวเรือนจำ
จะว่าไป กำแพงเหล่านั้น  เปรียบเสมือน "พรหมแดนของโลกคนเป็น"...นักโทษบางรายเข้ามาในเรือนจำแห่งนี้แล้ว คงจะไม่มีโอกาสได้ย่างเท้าก้าวออกไปอีกเลย...

          หลังจากสิ้นคำพิพากษาของศาล.. " เดช"  ถึงกับเข่าอ่อน ทรุดลงไปนั่้งกับพื้น เนื้อตัวเยือกเย็นไปด้วยความกลัว แม้วันนั้น อากาศจะไม่ค่อยร้อนเสียเท่าไหร่ แต่เหงื่อเม็ดใหญ่บนใบหน้าของเขา ก็ออกมาจนเป็นที่สังเกตได้... 
         เดช ถูกคุมตัวมายังเรือนจำอันน่าสะพรึงแห่งนั้น  นับต่อแต่นี้ "เขาคือ นักโทษขั้นเด็ดขาด หรือ ที่คนคุกต่างเรียกเขาอย่างเป็นกันเองว่าไอ้น้องใหม่"..   เป็นธรรมดา ของนักโทษประหารหน้าละอ่่อนที่จะกลัวอะไรไปเสียทุกอย่าง  เขาถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำพาไปยัง " แดนพิเศษ "  หรือที่ใครหลายๆคนในนั้น ต่างรู้อยู่แก่ใจว่า คือ ที่คุมขังของเหล่านักโทษประหาร..

    ในวันแรกๆ เขาดูเหมือนหมดอาลัยตายอยากไม่ยอมพูดจากับใครทั้งสิ้น  แต่นี่ละ...เป็นที่รู้กันของเหล่านักโทษรุ่นพี่  ซึ่งทุกคนต่างได้แต่ปลอบใจ เดช ว่า " เดี๋ยวก็ชิน.."
ทุกคนในที่นี้ทุกตีตรวนที่ขา คงเป็ยกฏของเรือนจำสำหรับนักโทษขั้นเด็ดขาดเหล่านี้  ในแต่ละวัน เช้าจนถึงห้าโมงเย็น  ทุกคนต่างมีงานที่ทางเรือนจำกำหนดไว้ต้องทำ...
     อยู่ได้เพียงไม่กี่วัน เดช จึงจำเป็นที่ต้องเรียนรู้ถึง "วิถี" ของนักโทษขั้นเด็ดขาด...

    ประมาณบ่ายสามโมงเย็น
     นักโทษทุกคนกำลังทำหน้าที่ของตนอย่างเพลินๆ แต่ทว่า เสียงนกหวีดอันโหยหวนของผู้คุมดังขึ้นยาวเป็นจังหวะ  ทุกคนถึงกับผงะ ค้างคากับที่..เดชจึงถามนักโทษคนอื่นๆที่ยืนอยู่ข้างๆ

    เดช : " พี่..ผู้คุม เขาเป่านกหวีดทำไมหรอ..แล้วทำไม ทุกคนถึงค้างไปหมด"
   นักโทษหนึ่ง : "..เออ  เดี๋ยว ว..ว มึง..งก็รู้ "
 ทันใดนั้น นักโทษรุ่นเดอะที่อยู่ในแดนนี้มานานกว่าใคร ก็พูดขึ้นมาว่า  "..ไอ้เดช อยากรู้หรอ..อ๋อ  ลืมไป เอ็งเพิ่งมาใหม่...เสียงนกหวีดแบบนี้อะ เขาเรียก  แจ๊กพอร์ตแตก.."
   เดช : " อย่างไง พี่.."
   นักโทษรุ่นเดอะ : " เฮ้ย..นี่เอ็งเป็นอดีตมือปืนชนิดไหนวะ   ยังมาทำแกล้งเซ่ออีก..อยากรู้ รอดูเอาเอง.."
    ผู้คุม : (พูดเสียงดัง)  :  " ทุกคน !! รีบเข้าไปประจำห้องขังของตน..ปฎิบัติ..เร้ว.."

  ณ.ที่คุมขังแดนพิเศษ
    
        แดนแห่งนี้  จะมีประตูใหญ่อยู่ชั้นนึง พอเปิดออกไปเป็นทางยาวจนสุดอีกกำแพง  เพียงแต่สองข้างทาง เป็นห้องขังมากกว่า ห้าสิบห้อง ทั้งฝั่งซ้าย และฝั่งขวา  ในแต่ละห้อง มีสามคนบ้าง สองคนบ้าง  เคล้ากันไป..
        เดชกับเพื่อนๆนักโทษรีบเข้าไปประจำห้องขังของตน  ทุกคนล้วนเงียบกริบ..แต่ความเงียบที่ชวนให้วังเวงมากกว่านั้น กำลังจะมา...

   บ่ายสี่โมงครึ่ง
         ประตูใหญ่แดนพิเศษถูกเหล่าผู้คุมและเจ้าหน้าที่เรือนจำหลายต่อหลายคนเปิดขึ้น เสียงประตูผายออกพร้อมกับเสียง เอี๊ยยยดดดดด... ไม่น่าเชื่อเลยว่า เหล่านักโทษประหารมีร่วม ร้อยกว่าคน แต่ ไม่มีใครซักคนส่งเสียงออกมาเสียนิด เงียบวังเวงราวกับป่าช้า คงได้ยินแต่เสียงฝีเท้าของเหล่าผู้คุมกับเจ้าหน้าที่เท่้่านั้น.. นี้ละ คือวินาที ที่นักโทษทุกคนต่างผวากันที่สุดว่า ขบวนผู้คุมนั้นจะเดินมาหยุดแล้วไขกุญแจที่ห้องขังของใคร.....
ณ.วินาทีนั้น  เดช เริ่มสังเกตเห็นเพื่อนๆร่วมชะตากรรม นั่งหน้าซีดกันเป็นแถบ เหงื่อตก น้ำตาคลอกันเป็นแถว  ..และแล้วกลุ่มของผู้คุมกับเจ้าหน้าที่  ต่างมาหยุดที่ ห้องขังของ...

    หัวหน้าผู้คุม  : เฮียวิ...  เราออกไปเดินเล่นข้างนอกกันหน่อยไหม เฮีย..  "
    นักโทษรุ่นเดอะแม่งเอ๊ยย..วันนี้ แจ๊กพอรต์มาแตกที่กู   อ้าววเว้ยย.. เบื่อแล้ว อยู่มานาน จะได้พ้นๆเสียที  เฮ้ยย..ไม่ต้อง ไม่ต้องมาพยุงหรือมาประคอง  กูมีเท้า เดินเองเป็น.."
    หัวหน้าผู้คุม : ขอบใจเฮีย ที่ให้ความร่วมมือ พวกผมก็จะได้ไม่ต้องลำบากใจ สมเป็นเจ้าพ่อแดนพิเศษจริงๆ  เรียนเชิญ  เฮีย.."

  ระหว่างนั้น พวกเพื่อนๆนักโทษ ต่างตะโกนว่า  เฮียวิ  เป็นสุขแล้วโว๊ยยยย.. "
  ก่อนที่เฮียวิ จะถูกขบวนผู้คุมนำตัวไปประหาร  ประโยคสุดท้ายของเขา คือ  เจอกันใน นรก พวกเอ็ง.."

   เดช เข้าใจแล้วว่า หากวันไหนเสียงนกหวีดดังขึ้นมาช่วงบ่ายๆ นั้นละ..ตามมาด้วย"รายการเด็ด(ชีพ)" เสมอ เหล่านักโทษไม่รู้เลยว่า ใครจะเป็นรายต่อไป..จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์คล้อยเป็นเดือน ทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงสัจจธรรมบางอย่้าง   ว่า  นักโทษหลายคน  เมื่อรู้ตัวว่าจะถูกนำไปประหาร แทบจะคุมสติกันไม่อยู่  บ้างก็ร้องไห้โวยวายแหกปากขอชีวิตเป็นที่น่าอนาถใจ บ้างเป็นลมไปก็มี  จะมีแบบ เฮียวิ อดีตเจ้าพ่อยาเสพติด นั้น  น้อยมากๆ ที่สามารถเดินเข้าสู่หลักประหารด้วยตนเอง...

  ความเครียดเริ่มสุมหัวของเดชขึ้นทุกวันๆ เมื่อได้ยินเสียงนกหวีด แทบจะเป็นบ้ากันไปเสียทุกคน เมื่อรู้ว่า ชีวิตของตนนั้น มีค่า มันก็สายไปแล้ว..เดชเริ่มเข้าใจแล้วว่า  ตนนั้นไม่ต่างจากวัวที่กำลังจะถูกส่งไปโรงเชือด ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วันไหนคือวันที่ตนจะต้องไป  สิ่งเดียวเท่านั้น  ที่ต้องรีบทำ คือ ฝึกสมาธิและคุมจิตให้นิ่ง เดชเริ่มฝึกการทำใจ  และการนั่งสมาธิในช่วงกลางคืนของวันที่เหลือ  กลางดึกคืนนึง ก็มีผู้คุมวัยกลางคนหน้าใหม่มาเดินตรวจแดนพิเศษ  เขาเห็นเดชกำลังฝึกนั่งสมาธิในห้องขัง ซึ่งตอนนั้นเหลือเพียงเขาอยู่ผู้เดียว เหตุเพราะเพื่อนร่วมห้องขัง ถูกลากไปประหารเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว

    ผู้คุมวัยกลางคน :เฮ้ย  ไอ้หนู..ฝึกสมาธิหรอ  อยากมีเพื่อนนั่งคุยไหมละ "
     เดช" อาาา..ค..รับ .."
   ผู้คุมวัยกลางคน : ไม่ต้องกลัว..ไม่ได้พาไปฆ่า  อยากเข้าไปคุยกับเอ็งเท่านั้นละ.."
   หลังจากนั้น ผู้คุมใช้กุญแจไขเข้าไปในห้องขังของเดช
     เดช " เอิมมม..ผม ชื่อ เดช ครับ ท่าน.."
    ผู้คุม : " แหมม..ไม่ต้องเรียกท่าน  เรียกกูว่า ลุงศักดิ์ เถอะ  .. ว่าแต่ ชอบนั่งสมาธิหรอ ..ดี ดี กูก็ชอบนะ  จิตอะ  มันจะได้นิ่ง.. พอมันนิ่งแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา เราจะไม่กลัวสิ่งนั้น..กูสอนเอ็งไหม  เวลานั่งสมาธิอะ เอาป่าว กูเคยบวชเรียนมาน๊าา.. "
   เดช " เป็นพระคุณครับ ลุงศักดิ์ "

    ทั้งเดชและผู้คุมวัยกลางคน  ต่างพูดกันถูกคออย่างน่าประหลาดใจ ทุกคืน ผู้คุมคนนี้มักจะมาเดินตรวจตราแดนพิเศษ และก็หาโอกาสเข้าไปนั่งสนทนา กับ เดช ทุกครั้งไป เฉกเช่นเหมือนในคืนนี้

   ลุงศักดิ์ : เออ..คุยกันมานานแล้ว  กูยังไม่รู้เลยว่า เอ็งอะ ไปโดนคดีไหนกันมาละ  ถึงต้องมาเป็นแบบนี้ "
  เดช : " ..ฆ่าคน ครับ  ผมเป็น มือปืน "
  ลุงศักดิ์แล้วคิดไงวะ ถึงได้เดินทางสายนี้อะ  "
  เดช : " ถ้าเลือกได้ ผมไม่เอาหรอก ใช่ว่าทำแล้วสบายใจ  ทุกครั้งที่ปฎิบัติการเสร็จ ผมหนีหัวซุกหัวซุน อยู่ไม่เป็นสุขซักคืน  ทุกครั้งที่หลับตานอน  ก็เห็นแต่ใบหน้าของเหยื่อ ต้องคอยระวังตำรวจตลอดเวลา.."
  ลุงศักดิ์ :เอ็งจับปืนตั้งแต่เด็กหรอ.."
  เดช ก็ช่วงวัยรุ่น ละลุง  จับครั้งแรก ก็ได้เหนี่ยวไก สังหารคนทั้งที.."
  ลุงศักดิ์ :เฮ้ยย ขนาดนั้นเชียว เรื่องเป็นไงวะ"
  เดช " มันมีพวกนักเลงสองคน มาไถเงินพ่อผม  พอพ่อผมไม่ยอมให้ ก็เลยสู้ สู้ได้ซักพัก พวกมันก็หยิบปืน มายิงพ่อผม จนตายไปต่อหน้าต่อตา  วันนั้นผมหลบอยู่ แต่จำใบหน้าพวกมันสองคนได้เป็นอย่างดี    พวกมันก็เริ่มค้นตัวของพ่อผมว่ามีตังค์อยู่เท่าไหร่ แต่เผอิญมันให้ เพื่อนมันไปเฝ้าต้นทางไว้ ซึ่งไกลพอสมควร  ตอนนั้นมันเลยนั่งอยู่คนเดียว จังหวะที่มันเผลอ  ผมเลยคว้าขวดเหล้าข้างๆตัวฟาดใส่เข้าไปที่หัวของมัน จนมันลงไปนอนกองกับพื้น จังหวะนั้น ผมเร็วกว่า และสามารถแย่งปืนจากมือ มันได้..ปืนอะ..มันถูกปลดล๊อกไว้แล้ว ตอนนั้นก็แค่โกรธสุดขีด  จึง ยิงไปนัดนึง ผลคือ...มันตาย  ด้วยความตกใจ ผมเลยวิ่งหนี..."
   ลุงศักดิ์ ชีวิตหนอชีวิตเอ็ง..กรรม แท้ๆ  แล้วหลังจากนั้นละ "
   เดชผมหนีไปอยู่กับป้า กำพร้าทั้งพ่อและแม่  ตอนอยู่ป้า  ความแค้นของผม ไม่เคยหมดจากตัว แอบไปฝึกยิงปืนล่าสัตว์กับพวกเพื่อนๆในป่า ทุกวัน ..จุดประสงค์ของผม ไม่อยากจะล่าสัตว์หรอก แต่จำเป็นต้องฝึก เพื่อล่าใครบางคนที่เหลือ.." 
   ลุงศักดิ์  " เอ็งอย่าบอกนะ ว่าซุ่มฝึกยิงปืน เพื่อไปจัดการกับไอ้คนที่มันเฝ้าต้นทางอะ "
   เดช " ใช่ครับ ลุง.. รู้ไหมว่า ทำไมผมหามันเจอ   เพราะ ไอ้นี่ มันคือเพื่อนพ่อผมแท้ๆ รวมทั้งไอ้สัตว์เดรัจฉานที่ถูกผมจัดการไปตั้งแต่วันนั้นด้วย พวกมันสองคน.. สมควรตาย.."
  ลุงศักดิ์  : " แล้วทำไม เดช  เอ็งไม่บอกตำรวจให้เขาจัดการละ.. บ้านเมืองมันมีขื่อมีแปน๊า "
  เดช : " แค่คำพูดของผม ใครจะเชื่อ กว่าจะรอการสืบสวน พวกมันสองคนก็หนีไปซะไกลแล้ว..หลังจากนั้น ผมก็เริ่มเดินทางผิด ไปเป็นนักเลงคุมบ่อน แต่ก็เพราะฝีมือการยิงปืนที่แม่นยำของผม เลยพาให้ผมได้ไปรู้จักกับเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลคนนึง ผมเลยทำงานให้กับเขา เพราะเขาเสนอเงินที่มากโขอยู่ ต่องานแต่ละชิ้น  "
  ลุงศักดิ์  : แล้วเหยื่อเคยร้องขอชีวิตไหม.."
  เดช  " เคย..แต่ในเมื่อผมรับเงินเขามาแล้ว..งานคืองาน แต่ลุง  ผมไม่แตะเด็กกับผู้หญิงนะ  ผมรู้ว่า มันผิด แต่..มือปืน  ใครได้เป็นแล้ว ก็เสมือนขึ้นหลังเสือ ลงไม่ได้.."
  ลุงศักดิ์ : " แล้วเอ็ง พลาดท่าหรอ  ถึงถูกจับ.."
  เดช สีหน้าสลดลงทันที   :  " มันยิ่งกว่าพลาด.. ผมถูกตำรวจล้อมจับ ในขณะที่เข้าไปสังหารเหยื่อในบ้านของเขา  วันนั้นผมหมดทางเลือก  ผมจึงจับลูกชายอายุสิบกว่าขวบของเขามาเป็นตัวประกัน แต่...แต่... ปืนมันเกิดลั่น..เด็กคนนั้น ตาย ผมละเมิดกฏของชาวมือปืน  ผมแค้นว่ะ ลุง   แค้นที่วันนั้น  ทำไม  ตำรวจ ไม่วิสามัญ ผม ไปเสียเลย ผมจะได้ไม่ต้องมาทนทุกข์กรรม แบบนี้อีก  มาทนกับความกดดันบ้าๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วันไหน ผมจะถูกประหาร  ทำไม เสืออย่างผม จะต้องมานั่งรอความตายแบบนี้  ทำไม ไม่ตายตั้งแต่วันนั้นเลย.."
  ลุงศักดิ์ : " ฟังนะ เดช..  จริงอยู่ เสือต้องไม่สิ้นลายของมัน  แต่เอ็งไม่คิดบ้างหรอ ว่า หากก่อนมันจะตาย มันได้รู้ข้อผิดพลาดของมัน ได้สำนึกในสิ่งที่มันก่อขึ้น ได้พอที่จะลบล้างบางอย่าง  ลุงว่ามันสุดคุ้มนะ การที่ตำรวจเขาไม่วิสามัญ เดช  ในตอนนั้น  คิดสิว่า ถ้าเขาเกิดยิงเดชขึ้นมาจริงๆ เดชจะตายโดยไม่สำนึก และก็ผูกใจเจ็บต่อพวกเขา แบบนี้ มันก็เท่ากับสร้างเวรกรรมให้กับตน  เป็นบาปเสียป่าวๆ จะต้องเป็นเจ้ากรรม นายเวรต่อกันไปอีกเสียกี่ชาติถึงจะสิ้นกรรม"

  เดช..เริ่มที่จะคิดได้ในจุดนี้ 
 ลุงศักดิ์  : " ลุงรู้ว่า เอ็งเสียใจที่พลาดทำให้เด็กตาย เวลาที่เหลืออยู่ เอ็งฟังไว้น๊า ทำใจให้สงบ อย่าแค้น อย่าเคืองใคร ปล่อยจิตให้ว่าง ระลึกถึงเหยื่อทุกคนที่เดชได้ล่วงเกินไป ขอปลดหนี้กรรมที่ได้ทำไว้กับพวกเขาทุกคนในชาตินี้..   เออ..นี่..ลุงมีหนังสือเล่มนึงให้เดชอ่านนะ ลุงให้เดช อ่านทุกวัน ท่องจำให้ได้ มีสติและสมาธิตลอดเวลา พึงระลึกว่า เราพร้อมที่จะชดใช้หนี้กรรมของตนอยู่ทุกเวลา..."
 
    วันและเวลาที่เหลือ  เดชใช้เวลาช่วงกลางคืนและช่วงที่ว่างอ่านตำรา เล่มนั้น จิตใจเขาสงบขึ้นทีละนิดๆ เริ่มได้สำนึกแล้วว่า ช่วงที่ผ่านมาตนได้กระทำกรรมไว้อย่างหนัก  จึงควรแล้วที่ต้องชดใช้กรรมที่ตนได้ก่อขึ้น..

     หัวหน้าเรือนจำ"สมศักดิ์ .. อะ.. แล้วไปเตรียมตัวซะ "
    ลุงศักดิ์ เปิดซองเอกสารที่หัวหน้าเรือนจำยื่นมาให้   แล้วกล่าวว่า :  "ครับ..ผมขออนุญาติกลับบ้านครับท่าน  "
     หัวหน้าเรือนจำ : " เชิญ.."

     เสียงนกหวีดโหยหวน ดังขึ้นในบ่ายแก่ๆวันหนึ่ง...   นักโทษทุกคนรีบกลับเข้าสู่ห้องขังของตน.. แต่วันนี้ละ...  ที่แจ๊กพอร์ตแตกที่  เดช.. 

    เหล่าผู้คุม : เดช..ไปทานข้าวกับพี่ข้างนอกไหม .."
    เดช  หน้าซีดขึ้นมาทันที  เขารู้ตัวแล้วว่า เวลาของเขามาถึงจริงๆแล้ว  เข่าของเขาอ่อนขึ้นมาทันที
    เดช : " ค..รับ...เออ.."
    เหล่าผู้คุม หิ้วปีกของเดช ออกมา มือไม้ของเดช สั่นจนเห็นได้ชัด ปากของเขาพูดเบาๆ ว่า ผมยังไม่อยากตาย.. เขาถูกหิ้วปีกมาโดยเจ้าหน้าที่ทำการคุมการประหารชีวิต  เป็นครั้งแรกที่เดชพบว่า ด้านนอก  เต็มไปด้วย เจ้าหน้าที่ หลายคนมากๆ เขาเริ่มกลัวขึ้นมาทันที จนพวกผู้คุมหิ้วปีก ต้องปลอบไปเรื่อยๆ   ใจเย็นๆ เดช  พุทธ เข้า  โธ  ออก  อย่าคิดมากนะ"   หลังจากผ่านขั้นตอน ของทางเรือนจำทุกอย่าง เดชถูกพามายัง  ห้องสำหรับการรับฟังเทศนาของพระ เป็นหนสุดท้าย...

      ต่อหน้าพระสงฆ์องค์เจ้า  น้ำตาเสือร้าย เริ่มตก  สองมือพนมรับฟังพระธรรม เป็นครั้งที่สุดของชีวิต

    พระ : โยม..บัดนี้ ถึงเวลาที่โยมจะต้องชดใช้หนี้กรรมของโยมแล้วนะ.."
   เดช ปล่อยโฮออกมา  :  ฮือๆๆๆ  ข้าพเจ้าก่อกรรมไว้มาก ฮือๆ  สิ่งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าอยากจะสารภาพต่อหน้าองค์พระ ฮือๆ คือ    
        ...
สัพพัง  อะปะราธัง   ขะมะถะเม   ภันเต   อุกาสะ  ทะวารัตตะเยนะ  กะตัง  สัพพัง  อะปะราธัง
            
ถะเม   ภันเต  อุกาสะ  ขะมามิ   ภันเต     ฮือๆๆๆ" 

      เดชถูกกลุ่มเจ้าหน้าที่ นำมาที่ห้องปลดปล่อย  ...ห้องประหารชีวิต   ทันทีที่ เดชเห็นหลักประหาร เข่าของเขา ก็ทรุดหมดแรงอีกที  จนกลุ่มผู้คุมนำร่างของเขาเข้ามัดกับหลักประหาร  สองมือของเดชถูกมัดพนมพร้อมกับดอกไม้ธูปเทียน  ตาของเขาถูกพันด้วยผ้าปิดตา ซึ่งในขณะนั้นชุ่มไปด้วยน้ำตา  เขาเริ่มพูดแบบจิตหลุดลอยไปเรื่อย.." ผมยังไม่อยากตาย.."
ทันใดนั้น เขานึกถึงตำราที่ลุงศักดิ์ให้   เดชเริ่ม ทำควบคุมจิตอีกที พร้อมกับทำสมาธิอีกรอบ...

     ด้านนอกของประหาร..

       ชายผู้นึงในชุดเจ้าหน้าที่ กำลังนำก้อนดิน ที่อยู่บริเวณนั้นยกขึ้นมาบริกรรมคาถา  หลังจากนั้น เขาหันหน้า กลับมายัง ห้องประหาร พร้อมกับขว้างก้อนดินก้อนนั้นไปข้างหลัง..  จากนั้น เขาหยิบหมวกประจำตำแหน่้งขึ้นมาใส่ มีตราครุฑอยู่ตรงกลาง  เขาเดินมายังห้องประหาร สิ่งที่เขาเห็นอยู่ คือ   ที่เล็งปืนกับปืน  และ  เดชที่ถูกผูกมัดกับหลักประหาร   เมื่อทุกอย่้างเ้ข้าที่  เจ้าหน้าที่โบกธงเข้าประจำตำแหน่ง   ม่านฉากตาวัว ซึ่งเป็นที่วัดตำแหน่งหัวใจของนักโทษ และ ที่เล็งของปืน  ถูกเคลื่อนออกแล้ว..

      ชายผู้นั้น เดินเข้ามา  พร้อมกับเท้าชิด ตะเบ๊ะ นักโทษเดช  แล้วกล่าวว่า " ข้าพเจ้า นายสมศักดิ์  ไม่เคยมีความแค้นกับท่าน  แต่เพราะต้องปฎิบัติตามหน้าที่  อโหสิกรรม.." 

    ในขณะที่ เพชรฆาตสมศักดิ์ พูดอยู่  เดช จำเสียงลุงศักดิ์ได้ จึงตะโกนดังลั่นห้องประหารว่า  " ลุงศักดิ์ ลุงศักดิ์นั้นเอง ฮือๆ ลุงศักดิ์มาแล้ว ฮือๆๆๆ  ผม อโหสิกรรม ให้ลุงครับ   ฮือๆๆ ...
       
หากผู้ใดเคยสร้างเวร สร้างกรรม กับข้าพเจ้า   ไม่ว่าจะชาิติใดภพใดก็ตาม  ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้   ขอถอนความพยาบาท  ความอาฆาต และคำสาปแช่งในทุกชาติทุกภพ  ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชน  ของเจ้ากรรมนายเวร ขอให้พ้นนรกภูมิ  พบแสงสว่างแห่งทางพระธรรมด้วยเทอญญญ...ฮือๆๆ.."

   เพชรฆาตสมศักดิ์  เข้าใจทันทีว่า เดชได้อ่านตำราเล่มนั้นของตนทุกเมื่อเชื่อวันจริงๆ เพราะ ประโยคที่กล่าวมาข้างตน คือ คำขอขมาปลดหนี้กรรม ซึ่งมีอยู่ในตำราเล่มนั้น นั่นเอง..  ธงสบัด ขึ้นเป็นจังหวะ ....
   สมศักดิ์กระโดด เข้าไปยังปืน แล้วจัดการปลดหนี้กรรมของเดช ทันที...
            ปัง ปัง ปัง..."


  
( หมายเหตุ  เรื่องนี้ถูกแต่งขึ้นมา มิได้กล่าวอ้างถึงเรือนจำแห่งใด และนักโทษคนใดทั้งสิ้น  อีกทั้ง มีการนำคาถาปลดหนี้กรรม มาใส่ไว้ในเรื่องนี้   เหตุการณ์ทุกอย่าง ล้วนเป็นเรื่องสมมุติทั้งสิ้น แต่ก็เพื่อแสดงให้ทุกคนได้รับรู้ว่า  ไม่มีผู้ใดหนีกฏหมายบ้านเมืองได้หากกระัทำผิด  )

    ข้าพเจ้า ขออุทิศเรื่องนี้ให้แด่ เจ้ากรรมนายเวร ..
 
    สันติ  จันทกมล
    
    


10 CommentsChronological   Reverse   Threaded
champ190 wrote on Apr 17

annope wrote on Apr 17
นี้เมิงสะแปของมูลไว้หลายเรื่องก่อนไปฝรั่งเศสรึ หลากเรื่องเหลือเกิน
อ่านแล้วคิดถึง Jean Honoré de Balzac หว่ะ ฮึฮึฮึ
palmbook wrote on Apr 17
เรือ่งดีครับ ขอบคุณที่นำมาฝากกันครับ
nutty07k wrote on Apr 17
เรื่องราวน่าติดตามมากคับ...อ่านเพลิน
hongbaab wrote on Apr 17
คนเรา เกิด มาสักวันก็ต้อง ตาย หากเชื่อในความจริงนี้แล้ว
การดำเนินชีวิตที่แม้แต่ เป่าลมออกมาทางปลายจมูก
โดยไม่ได้สร้างชะตาชีวิตของตนให้พ้นจาก หนี้กรรมเก่าได้
..
..
หลายต่อหลายคนที่ผ่านพบเข้ามาในชีวิตพี่
ชอบมักพูดถึงการที่สวรรค์กำหนด หรือพรหมลิขิต
ให้เราท่านได้ดำเนินไปตามแต่เวรที่สร้างกรรมที่ทำ
ประเด็นที่คิดแล้วขัดแย้งมากกับ สภาพของคนในสังคม
ที่บางวัน พึ่งการเป็นไปโดยพระเจ้า บางวันพึ่งการกระทำของตนเอง
หรือไม่บางวันก็ฝาก ชีวิตอันแสนน้อยนิดไว้กับ
คนที่ได้ชื่อว่า ผู้นำ
..
..
เกิดมาแล้วก็ต้องมานั่งทบทวนถึงประโยชน์อันสูงสุด
ที่เราได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ที่สามารถรังสรรค์
แม้ความงามวิจิตรที่ละเอียดอ่อน เสมือนความสุขอนันต์
หรือมนุษย์เองก็สามารถบันดาล ทุกข์โสกที่มอบเป็น
รางวัลแด่เพื่อนร่วมกรรม เพียงเพื่อบอกว่า ข้ายิ่งใหญ่
งามอย่าง อยุธยา หรือ บ้าอย่าง ระเบิดฮิโรชิม่า
ล้วนแล้วกำเนิดจากจิตที่ปรุงแต่งโดย มนุษย์ทั้งสิ้น
..
..
เอ๊ะ หรือ มนุษย์ เหล่านั้นได้ รับเอสเอ็มเอส จากสวรรค์
ให้พวกเขากระทำการโดยที่พระเจ้ากำหนดให้
..
..
ความฉงน สงสัย ที่เราสามารถเกิดมาเป้นได้ทั้ง
พระผู้สร้างหรือ พระผู้ทำลายล้าง
แต่ ไง มนุษย์ ปัจจุบัน เกิดเป็น
พระผู้ รักษา ธรรม ได้น้อยลงทุกวัน
mjhphoto wrote on Apr 17
เศร้าเลย
klimaechen wrote on Apr 17
ตัวเล็ก ตาลาย แต่ก็อ่านจบนะ
champ190 wrote on Apr 17

ขอบพระคุณทุกคนอีกครั้งนะครับ ^^
และกราบขอโทษ ที่ครั้งนี้นำเรื่อง ที่ไม่ค่อยน่าอภิรมณ์มาเสนอให้ทุกคนได้อ่าน

ครับ..มนุษย์ทุกคนที่ได้กำเนิดมาบนโลก หากคิดจริงๆแล้ว ไม่มีใครมากำหนดว่า จะต้องเป็นแบบไหนๆ หากแต่ตั้งอยู่บนฐานแห่ง เหตุและผล เหตุในเรื่องนี้ นายเดช ก่อกรรมทำเข็ญไว้มากมาย ผลคือ ต้องมาชดใช้กรรม โดยโทษทัณฑ์ของกฏหมาย

แต่สิ่งที่ผมปรารถนาที่จะเสนอในเรื่องนี้ คือ การสำนึกผิดในเวลาที่สายไปแล้ว สิ่งเดียวที่ นายเดช ทำได้ คือ การหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ นั้น คือ พระพุทธศาสนา แม้ว่า จะไม่สามารถแก้กรรมเก่าได้ แต่ อย่างน้อยก็จะลาโลกไป โดยที่เขาได้รู้สำนึกถึงผลที่ตนเคยก่อขึ้น ยอมรับว่า ตนสมควรแล้วที่จะต้องจบชีวิตในลักษณะแบบนี้

ในเรื่องนี้ ขณะที่ผมเขียน ผมพยายาม จะเข้าไปนั่งอยู่ในตำแหน่งของ นายเดช หากว่าถ้าเราเป็น เดช เราจะทำใจได้มากน้อยแค่ไหน แล้วสิ่งที่คงจะทำได้ดีที่สุด คือ การหันเข้าสู่แสงพระธรรม ปล่อยจิตให้สงบ แน่นอน ยากครับที่จะเดินเข้าสู่หลักประหาร ได้โดยไม่ต้องมีคนประคอง ในประวัติศาสตร์การประหารชีวิตนักโทษเมืองไทย มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่สามารถเข้าหลักประหารได้เองราวกับเจ้าบ่าวเดินไปเคียงคู่กับเจ้าสาว คนที่เป็นตำนานที่สุด คือ " นาย ณเณร ตะละลักษณ์" ซึ่งยังทำให้เพชรฆาตต้องผวาในความกล้าหาญของเขา..
annope wrote on Apr 17
โอ้
fahpraifon wrote on Apr 17
ขอบคุณสำหรับข้อคิดค่ะ

ชอบๆ ชอบเรื่องนี้ ได้อารมณ์ดีมากๆ เลย
อ่านไปก็จินตนาการไปตามเลย ว่าถ้าตัวเองรู้ยู่ในอกว่าถ้าเดินไป ณ ที่นั้น หมายถึงจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาอีก จะรู้สึกยังไง
Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help