เมื่อมนุษย์อย่างเราได้ถือกำเนิดเกิดมา ทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง สลับคละเคล้ากันไป แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า... เมื่อเราได้ทำผิดแล้ว จะมีใครสักกี่คนเล่า ที่รู้สำนึกในการกระทำนั้น หลายคนไม่รู้ บางคนรู้ว่าไม่ดีแท้ๆ แต่ก็ยังทำ แต่ไม่ว่าใครหน้าไหนก็แล้วแต่ พอมาถึงนาทีที่สำคัญของชีวิต ย่อมสำนึกได้ทุกคน แม้จะสายไปแล้วก็ตาม...
แม่ : “ ลูกแม่ !!! บอกกี่ทีแล้วละ ว่าจะอย่าไปซิ่งมอเตอร์ไซด์ บนถนนในกรุงเทพ รถรามันก็มากมาย แล้วไอ้พวกที่ขับรถเร็วๆก็มีตั้งเยอะ...ขับเร็วๆแบบนี้ มันอันตรายนะ..”
พงศ์ : “ โธ่ๆๆ แม่ก็.. ขับเร็วที่ไหนกันนน .. เขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งบ้านทั้งเมืองแหละ แม่..ไม่เห็นว่ามันจะเร็วอะไรเลย อีกอย่างฝีมือระดับพงศ์แล้วอะ หายห่วงได้เลยครับแม่ ”
แม่ : “ นั้นละ ยิ่งต้องเตือนกันใหญ่เลย ฟังนะลูก..ไม่ว่าจะมีฝีมือแค่ไหน ก็พลาดกันได้ทั้งนั้น เรื่องอื่นน๊ะ..แม่ยังไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ แต่เรื่องมอเตอร์ไซด์ ถ้าพลาดแล้ว หมายถึงชีวิต นะลูก.. ขอได้ไหมจ๊ะ..ลูก ว่าอย่าไป แข่งมอเตอร์ไซด์ กับเพื่อนๆกลุ่มนั้นของลูกอีก มันอันตรายมากๆนะ แม่เป็นห่วงพงศ์นะ.. จะขับอะ แม่ไม่ว่าหรอกจริงๆ แต่ถ้าขับแล้วเพื่อประลองความเร็ว ขอเลยน๊ะ..”
พงศ์ : “ ครับๆๆๆ โอเคๆ รับปากแล้ว แม่ ..งั้นเดี๋ยวพงศ์ออกไปทำธุระข้างนอกกับเพื่อนก่อนนะ แม่..”
แม่ : “ จ๊ะ..อย่ากลับดึกละ แม่จะรอ ..”
หลังจากที่พงศ์เดินออกจากบ้านมาแล้ว ก็รีบโทรติดต่อหาเพื่อนร่วมก๊วนทันที..
พงศ์ : “ โหล.. ไอ้เคี๊ยง ..สรุปพวกมันจะเอาอย่างไงกันวะ”
เคี๊ยง : “ ครั้งนี้เว้ย..ลงกันคนละห้าร้อย มีแต่คนอยากจะกระชากแชมป์เก่าอย่างมึงอะ ..โห นี้ถ้ามึงไม่ยอมมาแข่งน๊ะ โคตรป๊อดเลยย ฮะๆๆ ..”
พงศ์ : “ ใครบอกว่ากูจะไม่มาวะ...ฝีมืออย่างพวกมันหรอ เทียบไม่ติดกับกูเลยแม้แต่นิด บอกมาเลยดีกว่า แข่งกันที่ไหน กี่โมง กูจะไปหักหน้าพวกมือใหม่อย่างพวกมัน..”
เคี๊ยง : “ ในซอยเดิมละ เที่ยงคืน..โอเค๊..”
พงศ์: “ ได้..แล้วเจอกัน..”
เคี๊ยง : “..เออ ว่าแต่ทำไม มึงโทรมาหากูช้าจังวะ..รอตั้งนาน”
พงศ์ : “ ก็แม่กูสิ เทศน์กูซะ นานสองนาน ..”
เคี๊ยง : “ เออๆ อะไรก็แล้วแต่ กูพนันข้างมึงไว้เยอะมากนะเว้ย มาให้ตรงเวลาด้วยแล้วกัน..”
พงศ์ : “..ได้ ไม่มีปัญหา..”
..เที่ยงคืน ณ.ซอยเปลี่ยวๆแห่งหนึ่งในกรุงเทพ
กลุ่มสิงห์มอเตอร์ไซต์นับสิบๆกว่าคัน พร้อมกับเหล่าบรรดากองเชียร์หนุ่มสาวของแต่ละฝ่ายจำนวนมากกว่า หกสิบ คน ส่งเสียงโหวกเหวกทำลายความสงบยามค่ำคืน แต่กลับเป็นที่เร้าใจของผู้แข่งขันยิ่งนัก..แต่ทว่า ศักดิ์ศรี ..ความฮึกเหิม ผสมกับ ความคะนองของวัยรุ่นเหล่านี้ เปรียบเสมือนดั่งช้างตกมัน แม้ว่าควาญช้างจะมีมากเท่าไหร่ก็มิอาจต้านทานได้.. จนผู้ใหญ่หลายๆคนพากันบ่นอุบเป็นประโยคเดียวกันว่า สิงห์มอเตอร์ไซค์ก็เป็นหนึ่งในปัญหาของสังคมที่แทบจะคุมกันไม่อยู่ เหตุเพราะ ความเป็นวัยรุ่น นั้นเอง..
และเป็นที่แน่นอนว่า ในค่ำคืนนี้ที่มีแสงจันทร์สาดส่องลงมาเป็นพยาน พงศ์จะต้องลงแข่งขันเพื่อศักด์ศรี และ ความเป็นแชมป์เก่า กับผู้ท้าชิงความเร็วนับสิบกว่าคน ...
เคี้ยง : “ อ้าวว..จะลงกันเท่าไหร่ พวกเราโว้ยยยย กูแทงห้าร้อยไปเลยย ใครกล้าวัดดวงกับกู ไอ้พงศ์ซะอย่าง ...”
ทันใดนั้นเอง มีเสียงตะโกนมาจากกลุ่มกองเชียร์ “ เฮ้ยยย ไอ้เคี้ยง ..กู สองพัน !!”
เคี้ยง : “ อ๋อออ..คิดว่าใคร ฮะๆ ที่แท้ก็ไอ้ปากดี นั้นเอง...เป็นไง วันนี้มึงยังมีหน้าจะมาลงแข่งกับเขาด้วยหรอ ได้ข่าวว่า ครั้งที่แล้ว ใครวะ...แพ้ตั้งแต่ออกสตาร์ท ฮะๆๆๆๆ ..”
ชาติ : “ หุบปากไป... วันนี้กูไม่ได้จะแข่ง แต่พี่ชายกู จะมาทวงแชมป์แทนกู ..”
เคี้ยง : “ โอ้ยๆๆ ฮะๆๆ แสดงว่า พอวันนั้น มึงแพ้ ก็ร้องไห้ขี้แยกับไปฟ้องพี่มึงเชียวหรอ แล้วทำไม ไม่ไปบอกพ่อมึงเลยละ..ฮะๆๆ”
ชาติ : “ มึงเล่นถึงพ่อกูเลยหรอ..ระวังตัวมึงไว้ให้ดี ไอ้เคี้ยง..วันนี้ไอ้พงศ์เพื่อนมึงแพ้พี่กูแน่ ..คอยดู..”
เคี้ยง : “ ด๊ายยยยยยย.. เดี๋ยวก็รู้..”
ก่อนที่จะเริ่มการแข่ง เคี้ยงรีบเดินไปกระซิบพงศ์..
เคี้ยง : “ เฮ้ย..พงศ์ ..ตอนแข่งมึงระวังตัวดีๆนะ เพื่อน.. เมื่อกี้ไอ้ชาติ มันก็มา...นั้นมึงเห็นคนใส่หมวกกันน็อตสีดำไหม พี่ชายของไอ้ชาติละ มันจะเล่นมึงแน่ กูกลัวแค่ว่า ไอ้พี่น้องคู่นี้ มันต้องมีลูกตุกติกอะไรซักอย่างว่ะ ..”
พงศ์ : “ เออ..ไม่ต้องห่วงกูหรอก..เดี๋ยวกูจะสอนเชิงไอ้หมวกดำให้ดู จะมีฝีมือซักแค่ไหนเชียว..”
หลังจากที่มอเตอร์ไซด์ทุกคัน เข้าสู่พื้นที่แล้ว ผู้ให้สัญญาณ นับถอยหลัง สาม สอง หนึ่ง..มอเตอร์ไซค์ ทุกคันพุ่งทยานออกไปข้างหน้าประหนึ่งเกลียวคลื่นที่พัดมาจากทะเล..ในช่วงแรก ทุกๆคันแทบจะอยู่ในระนาบเดียวกันตลอด แต่วิ่งไปได้ซักพัก เริ่มที่จะเห็นแล้วว่า มอเตอร์ไซค์ของพงศ์ และของพี่ชายของชาติ นั้น นำโด่ง ออกมาจนเห็นได้ชัด ทั้งสองขับเคี่ยวกันอย่างไม่ลดละ ผลัดกันขึ้นแซงหน้า กันอย่างน่าระทึกใจ จนทั้งสองคัน วิ่งผ่านกลุ่มผู้คนมาแล้ว ในที่มืดนั้นเอง..พี่ชายของชาติ ควักเศษตะปูและของมีคมออกประมาณหนึ่งกำมือ..แล้วรีบเร่งเครื่องยนต์สุดแรง ขึ้นนำหน้าคันของพงศ์ประมาณสามสี่ช่วงตัว แล้วรีบโยนเศษตะปูเหล่านั้น ไปขวางทางวิ่งของ พงศ์ซึ่งเร่งความเร็วตามหลังมาอยู่.... พงศ์ผู้ซึ่งเร่งเครื่องวิ่งตามคู่แข่งผู้นี้มาอย่างเร็วรี่ แม้เขาจะเห็นแล้วว่า คู่ต้องสู่เล่นไม่ซื่อกับตน แต่เพราะมอเตอร์ไซค์ของพงศ์มาเร็วมากเกินกว่าที่จะหยุดได้ เขาจึงตัดสินใจรีบเบี่ยงไปทางขวาอย่างฉับพลันโดยสัญชาติญาณ แต่ทว่าการเปลี่ยนทิศอย่างกระทันหัน พงศ์จึงมิได้สังเกตให้ดีเสียก่อนว่า ทางขวามือของตนมีกำแพงอยู่.... ไม่กี่ชั่วอึดใจ....ก็เกิดเสียง โครมมมมมมมมมมมมม..!!!
ณ. บ้านของพงศ์
มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมากลางดึกสงัด แม่ของพงศ์รีบเดินมารับสาย..
แม่ : “ ฮัลโหล..สวัสดีคะ ไม่ทราบจะเรียนสายใครคะ..... อะไรนะคะ...ห๊าาา !! ลูกกกกกกกกแม่ ..!!!”
ณ.โรงพยาบาล
แม่ของพงศ์รีบเดินทางมายังโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว
แม่ : “ คุณหมอ คะ คุณหมอ..ลูกดิฉัน..ลูกดิฉัน เป็นอย่างไง คะ...!!”
หมอ : “ ใจเย็นๆนะครับ คุณ.. ผมว่าคุณไปนั่งรอที่ตรงนั้นก่อนนะครับ ผมขอเข้าไปในห้องฉุกเฉินก่อน..”
ผ่านไปเพียงสิบนาที แต่สำหรับแม่ของพงศ์ช่วงเวลานี้ ยาวนานนับหลายชั่วโมงทีเดียว ..ระหว่างที่แม่ของพงศ์นั่งใจไม่ดีอยู่นั้นเอง หมอผู้นึงก็เดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน..
แม่ : “ ลูกดิฉัน ตอนนี้เขาเป็นอย่างไงบ้างคะ ..หมอ ”
หมอ : “ คือ..ทางเรา ยังไม่สามารถให้คำตอบคุณได้นะครับ เพราะบริเวณศีรษะของผู้ป่วยได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง อาการทรงๆตัว ต้องดูภายใน ๒๔ ชั่วโมงนี้ครับ ทางเราถึงสามารถประเมินอาการของผู้ป่วยได้ ส่วนภายนอกนั้น แขนของผู้ป่วยข้างขวา หักครับ..”
แม่ : “ ลูกแม่.. ฮือๆๆ..หมอคะ ช่วยลูกดิฉันด้วยนะคะ คุณหมอ ฮือๆ ดิฉันมีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น..ต้องช่วยเขาให้ได้นะคะ ฮือๆๆ..”
ภายในห้องพักผู้ป่วย
แม่ของพงศ์ นั่งจับมือลูกชายของตนซึ่งนอนสลบบนเตียงผู้ป่วยอย่างไม่รู้ตัว อยู่ตลอดเวลา ปากก็พร่ำบอกลูกชายสุดที่รักว่า ตื่นเถอะ..ลูกแม่ ..แม่อยู่ข้างๆลูกแล้ว ลุกขึ้นมาคุยกับแม่หน่อย.. พร้อมกับนั่งสะอื้นไห้ระทมทุกข์ ปริ่มจะขาดใจ.. นานเท่าไหร่ ไม่รู้ได้ กลางดึกคืนนั้นเอง..
พงศ์ : “ โอยยย.. ปวดหัวเสียชิบ มึงนะมึง เล่นสกปรก ไอ้ทุเรศเอ้ยย...อ้าวว แล้วที่นี้ที่ไหนวะ ใครพากูมาโรงพยาบาลเนี่ย ..”
พงศ์สังเกตเห็นว่าข้างๆของเขา แม่นั่งหลับฟุบลงไปแต่มือยังกุมมือของพงศ์อยู่ ..
พงศ์ : “แม่ครับ...แม่ แม่... อ้าวว..สงสัยหลับสนิทจริงๆ อืมมม...ว่าแต่หิวน้ำเป็นบ้าเลย..”
เขาลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปยังตู้เย็นซึ่งอยู่ในห้องพักผู้ป่วย
พงศ์ : “ ไอ้ชาติ..มึง... ทั้งพี่ทั้งน้อง อย่าให้กูออกจากโรงพยาบาลไปได้ก่อนนะ พวกมึง.. ” เขาเอื้อมมือ ไปเปิดตู้เย็น..ทันใดนั้น..
พงศ์ : “ เฮ้ยยยยยยยยยยยย. !! อะไรวะเนี่ย...เป็นไปไม่ได้...กูฝันไปแน่ๆ ”
เขาพยายามเปิดตู้เย็น อยู่นับสิบๆครั้ง แต่ไม่เป็นผล...เพราะ มือของพงศ์พอเอื้อมมาถึงที่เปิด พอเขาจะจับ ก็ดันผ่านทะลุไปเสียเฉยๆ
พงศ์ : “ เฮ้ยย กูไม่ตลกแล้วนะ ......แม่ แม่ครับ แม่ตื่น แม่ๆๆๆ พงศ์อยู่นี่แล้ว แม่ ๆๆ แม่ตื่น ..” แต่พอเขาจะเข้าไปสะกิดแม่ ผลก็เป็นเช่นเดิม คืน มือของเขาทะลุผ่านร่างกายของแม่เขาไปอย่างเหลือเชื่อ... แต่พอสายตาของเขา เคลื่อนมายังร่างที่อยู่บนเตียงนอน
พงศ์ถึงกับผละ ..เพราะร่างที่นอนอยู่นั้น ไม่ใช่ใคร แต่กลับเป็นร่างของเขานั้นเอง !!
พงศ์ : “ ไม่...ไม่จริง.......ล้อเล่น มันต้องล้อเล่นกันแน่...เฮ้ยยยย กูยังไม่ตายนะ เฮ้ยยยยย กูยังไม่ตายยย ไม่เอาาาาาาาาาาาา..” เขากระโดดขึ้นไปบนเตียงพยายาม ที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้วิญญาณของเขา เข้าไปยังร่างที่นอนอยู่ให้ได้ ..แต่ทำเท่าไหร่ๆ ผลก็ไม่เคยเปลี่ยน.. จนพงศ์เริ่มกลัวขึ้นมาอย่างจับใจ ทันใดนั้นเอง....มีเหมือนบางสิ่ง ถุกเหวี่ยงขึ้นมารัดคอของเขาอย่างแน่น พร้อมกับดึงตัวเขาลากลงมายังพื้น...
พงศ์ : “ โอ้ยยยยยยยยยยยย....ใครวะ....ใครทำกู..”
พลันสายตาของเขา ก็เคลื่อนมาพบ กับ บุรุษนิรนามสองคน ที่แต่งกายประหลาดผิดสมัย อีกทั้งในมือของชายทั้งสอง ผู้นึงถือบ่วงบาศที่กำลังรัดของพงศ์อยู่ อีกคนถือหอกยาวแหลม น่ากลัว
หนึ่งในบุรุษนิรนาม ตวาดเสียงดังลั่น : “ เฮ้ยยย มึง !!! ไปกับกู เดี๋ยวนี้..เร้วว”
พงศ์ สวนกลับด้วยคำพูดทันที : “ พวกมึงเป็นใครวะ มึงปล่อยกู เอาเชือกมารัดคอกู ทำไม กูไม่ไป..”
บุรุษนิรนาม ไม่ฟังเสียงโต้ตอบของพงศ์ พร้อมกับดึงบ่วงบาศลากพงศ์ลงมากับพื้น พวกเขาทั้งคู่เริ่มวิ่งเร็วขึ้น เร็วขึ้นๆ โดยมีพงศ์ซึ่งถูกลากไปด้วย ความเร็วของบุรุษนิรนาม เป็นความเร็วที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ จนกระทั่งมาถึง ในสถานที่ ที่พงศ์ไม่คุ้นตาเอาเสียนิดเลย แต่ที่แน่ๆ มันเป็นสถานที่ ที่ไม่น่าพึงประสงค์สำหรับพงศ์เลย บุรุษนิรนามทั้งสอง ต่างลากพงศ์ มายังประตูใหญ่แห่งนึง ซึ่งเปิดไว้ เพียงแค่พ้นธรณีประตูนี้ไป พงศ์ก็ได้ยินเสียงร้องโอดครวญด้วยความทรมานของคนอื่นๆ เขาเริ่มหันไปมองดูสภาพโดยรอบ ... แต่สิ่งที่เขาเห็น .กลับเป็น มีบุคคลหนึ่ง ถูกกลุ่มบุรุษนิรนาม นับสิบ รุมกระทืบ ทั้งเตะ ทั้งต่อย แล้วลากเข้าไปยังประตูใหญ่ พร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ...
พงศ์ : “ เฮ้ยยย..พวกมึง ไปรุมกระทืบคนแก่คนนั้นทำไมวะ ไอ้ทุเรศ ...แน่จริงตัว ตัวกับกูสิ ไอ้สัตว์นรก ..”
ไม่ทันขาดคำ ร่างของพงศ์ถูก บุรุษนิรนามผู้หนึ่งใช้เท้า ยันเขาไปล้มลงกับพื้น สิ่งที่ตามมา คือ เท้านับสิบ ของเหล่าทหารนรก ผู้รักษาประตูแห่งความตาย ไม่ว่าใคร มาจากไหน ก็แล้วแต่ ถ้าจะผ่านประตูแห่งนี้ไป หากมีการขัดขืน แน่นอนว่า... ดวงวิญญาณเหล่านั้น จะถูกรุมประชาทัณฑ์ก่อน จนหนำใจ แล้วจึง ลากตัวเข้าไปยังห้องโถงขนาดใหญ่ภายใน ซึ่งร้อนดั่งไฟบรรลัยกัลป์
...พงศ์ ถูกกระทืบเสียน่วม จนไม่มีแรงแม้แต่จะร้องออกมา เหล่าทหารนรกจึงพาตัวของพงศ์ไปยังห้องโถงกลาง...เขาถูกลากตัวมาที่จุดกึ่งกลางของห้องนั้น เขาพยายามเงยหน้ามองขึ้นไป...แต่สิ่งที่เขาพบ เป็นภาพที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ มี ชายรูปร่างสูงใหญ่ กายสีดำ ดวงตาสีเลือด ครอบมงกุฏทรงเทริด มีสร้อยสังวาลย์ พร้อมผ้านุ่งถกเขมรสีแดงสด นั่งนิ่งอย่างสง่าอยู่บนบัลลังก์ ทางด้านขวามือลงมา มีบุรุษผู้นึง ผมยาวปะบ่า ในมือของเขามีหนังสือแบบบัญชี เล่มใหญ่ เปิดกางอยู่
พงศ์ค่อยๆลุกขึ้นมา แต่ไม่ทันไร ก็ถูกทหารนรกผู้นึงเตะเข้าที่ขาของเขาอย่างแรง จนต้องล้มลงไปอีกครั้ง
ทหารนรก : “ มึงคุกเข่าไป.. เดี๋ยวเถอะ มึง..ยังจะมาโอหังอีก”
บุรุษผู้ซึ่งผมยาวปะบ่า (ท้าวสุวรรณ) : “ ข้าแด่ท่าน ผู้เป็นใหญ่เหนือความตาย ดวงวิญญาณตนนี้ นามว่า พงศ์กร ตกฟากเก้าค่ำ เดือนอ้าย ปีระกา กอปรแต่กรรมชั่วเป็นอาจิณ มิเคยอยู่ในโอวาทแห่งมารดาตน ซ้ำยังทำให้ผู้บังเกิดเกล้าผู้นี้น้ำตาตกต้องพื้นปฐพีอยู่เป็นนิจ หากแต่ มันผู้นี้ ยังไม่ถึงฆาต.. ”
พญามัจจุราช : “ ปะเตระนังยมทูต เวญานังยมทูต ท่านทั้งสองทำงานบกพร่องต่อหน้าที่ รีบนำดวงวิญญาณดวงนี้ ขึ้นไปยังโลกมนุษย์โดยเร็วที่สุดเทอญ แล้วจงรีบกลับมารับโทษทัณณ์.. ”
สองยมทูต : “ ขอรับ ใต้เท้า.. ”
พงศ์ : “ เดี๋ยวก่อน !! เมื่อผม ยังไม่ตาย แล้วทำไมพวกท่านกลับนำผมลงมาแบบนี้ ทั้งซ้อมทั้งกระทืบ แล้วแบบนี้ผมจะไปร้องเรียนความเป็นธรรมกับใครไม่ทราบได้ ฮะๆๆ ไม่น่าเชื่อ แม้แต่นรกยังทำงานพลาด คิดว่ามีแต่นักการเมืองเท่านั้น นะเนี่ย ฮะๆๆ”
ยมทูต : “ โอหัง นักนะมึง..” ไม่ทันไร พงศ์ก็ถูก ซ้อมจนลงไปนอนกองกับพื้น ..
พญามัจจุราช : “ ไอ้หนุ่มน้อย..เมื่อกี้ กูได้ยินมึงด่าพวก ทหารนรกว่า สัตว์นรก ใช่ไหม.. กูจะบอกอะไรให้มึงรับรู้ไว้ สองคำนี้ คำว่า สัตว์นรก มึงพูดถูกแค่ครึ่งเดียว คือคำว่า นรก เพราะทหารเหล่านี้ เปรียบเสมือน ทูตแห่งความตาย และ เป็นเจ้าหน้าที่ในนรก...ส่วนคำว่า สัตว์ นั้น เหมาะกับ มึงมากกว่า ..มึง ผู้ไม่ประกอบกรรมดี ..ต่อให้วันนี้ มึงยังไม่ถึงฆาต แต่วันหน้า หากมึงสิ้นอายุขัย ก็มิวาย จะต้องลงมายังนรกภูมิ อย่างแน่แท้ มึงรู้ไหม กว่าพวกเขาเหล่านี้จะได้เป็น ยมทูต นั้น เขาต้องบำเพ็ญตนมานานแค่ไหน.. เขาต้องมีทั้งกรรมดีและกรรมชั่วที่เท่าเทียมกัน แต่มึง..มีแต่กรรมชั่ว..!! ”
พงศ์ : “ กรรมชั่วรึ..ท่านพญามัจจุราช ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยฆ่าใครตายซักคน..แล้วมันจะชั่วนักรึ กับไอ้การที่ผมแค่ไปแข่งรถสนุกๆกับเพื่อนๆเท่านั้น ทำไมอะ ทีนักการเมืองเลวๆ กว่าผมตั้งเยอะ ท่านไม่ไปหาเรื่องกับพวกมัน แต่พวกท่านทุกคนในที่นี้ จะมาเอาเรื่องกับเด็กอายุแค่ ยี่สิบกว่าๆ มันไม่น่าอายไปหน่อยรึ ”
พญามัจจุราช : “ มึง..นรกแห่งนี้มิใช่สถานที่ ที่มึงจะมีสิทธิ์มาต่อปากต่อคำกับกู แต่สิ่งหนึ่งที่กูกล้ารับรองได้ คือ ความยุติธรรม ใครทำอะไรไว้ในตอนมีชีวิตอยู่ ก็จะต้องมาชดใช้กันทุกคน โดยไม่เลือกว่ามันจะเป็นใคร หน้าไหน...จริงอยู่ มึงไม่เคยไปละลานชีวิตผู้อื่น แต่มึงโกหกมดเท็จต่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าของมึง รวมถึงทำให้น้ำตาของแม่มึงตกต้องปฐพี เพียงเท่านี้ กูก็เอาผิดมึงได้แล้ว ไอ้หนุ่มน้อย..”
พงศ์ : “ ผมเนี่ยนะ..ทำให้แม่ร้องไห้ ผมไม่เคยเห็นเลยเสียด้วยซ้ำ ท่านใส่ความผมหนิ..”
พญามัจจุราช : “ ไม่สำนึกนะมึง.. กูจะทำให้มึงเถียงกูไม่ขึ้น แต่มึงจะต้องรับผิดชอบกับการกระทำของมึงในครั้งนี้ มึงจะยอมไหมละ..”
พงศ์ : “ ได้..ผมยอม”
ทันใดนั้น พญามัจจุราช นำคฑาที่วางไว้แนบตัวขึ้นมา พร้อมกับชี้ปลายคฑาไปยัง ด้านบนของห้องโถง ด้วยอิทธิฤทธิ์และบุญบารมีของจ้าวแห่งความตาย จึงบังเกิดเสมือนภาพในกระจกแห่งกาลเวลา ที่เหมือนสรุปเหตุการณ์ทุกอย่าง ระหว่างพงศ์ตอนเด็กๆกับแม่ของเขา จวบจนกระทั่งวินาทีนี้
ในภาพ แสดงถึงตอนที่ แม่ของพงศ์ กำลังคลอดตัวเขาออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมาน .. ภาพถัดๆมา มีตั้งแต่ พงศ์อยู่ในอ้อมอกของมารดา, ป้อนนม ป้อนอาหาร หาหยูกยามาให้ทานตอนพงศ์ไม่สบาย , หรือแม้แต่กระทั่งพาพงศ์ไปโรงเรียนอนุบาล ซื้อขนมมาให้ทาน อ่านหนังสือนิทานก่อนที่พงศ์จะเข้านอน ...ต่อมา เป็นภาพ ที่ ตอนเด็กๆ พงศ์ถูกแม่ตี จนร้องไห้ แต่ ภาพที่เขาเห็นต่อไปนี้ เขาเพิ่งจะเห็นเป็นครั้งแรกสุดในชีวิต ว่าที่จริงแล้ว หลังจากที่แม่ตีพงศ์ แม่เดินเข้าไปร้องไห้ในห้องนอนคนเดียว พร้อมกับพูดเบาๆตลอดว่า ที่แม่ตีลูก ไม่ใช่ เพราะว่า แม่ไม่รัก ที่ตี เพราะรัก เพราะอยากให้ลูกแม่เป็นคนดี มีอนาคตที่สดใส และรุ่งเรือง อย่าเดินทางผิด ..ภาพถัดมา คือฉากที่ ทั้งแม่และพงศ์เข้าไปไหว้พระในวัด ในครั้งนี้เอง พงศ์เพิ่งจะได้ยินคำอธิฐานของแม่ต่อหน้าองค์พระ ว่า ขอให้ลูกของดิฉัน มีแต่ความเจริญก้าวหน้า ศูนย์โรค ปราศจากภัย พ้นจากอธรรมทั้งมวล....จนกระทั่ง มาถึงภาพล่าสุดที่ แม่ของพงศ์ได้รับโทรศัพท์ว่า ลูกชายของเขา เข้าโรงพยาบาลเพราะไปแข่งมอเตอร์ไซค์ ณ.วินาทีนั้น แม่ของพงศ์ปล่อยโฮออกมา เสมือนจะขาดใจให้ได้ พงศ์เห็นภาพที่แม่ไปดูเขาที่โรงพยาบาล ไปนั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ไปนั่งร้องไห้อยู่ข้างๆร่างของพงศ์ในห้องพักคนไข้..
ภาพเหล่านี้ทำให้ พงศ์ นั่งน้ำตาไหลออกมาเสียจนนองหน้า..
พญามัจจุราช : “ มึงมีอะไรจะพูดอีกไหม..”
พงศ์ : “ ฮือๆๆ ผมผิด ผมทำให้แม่ร้องไห้ มาหลายครั้งเหลือเกิน ผมไม่เคยทำให้แม่ภูมิใจเลยซักนิด ดื้อรั้น ไม่ฟังคำตักเตือน ถือดีถือเด่น ผมชั่ว จริง ฮือๆๆ ท่านพญามัจจุราช ได้โปรด ส่งผมกลับขึ้นไปยังโลกมนุษย์เถอะ ผมจะกลับไปหาแม่ ผมคิดถึงแม่ ฮือๆ..”
พญามัจจุราช : “ เห็นที..กูจะทำตามคำขอของมึงไม่ได้เสียแล้ว..”
พงศ์ : “ อะไรน๊ะ.. ก็พวกท่านมิใช่รึ ที่บอกว่า ผมยังไม่ถึงฆาตอะ ผมยังไม่ตายนะ ท่าน ผมจะขึ้นไปหาแม่..ฮือๆ”
พญามัจจุราช : “ มึงบอกกูเอง มิใช่รึ ว่ามึงจะรับผิดชอบในการกระทำของมึง.. กฏในนรก ย่อมต้องเป็นกฏ หากดวงวิญญาณตนไหนรู้ข้อผิดพลาดของตน จากกระจกของกู จะไม่มีสิทธิ์ขึ้นไปแก้ตัวยังโลกมนุษย์ได้อีก ..”
พงศ์ : “ ท่าน จะทำแบบนี้ไม่ได้นะท่าน.. ก็ดวงผมยังไม่ตาย ท่านจะมาแก้ดวงแบบนี้มันไม่ได้นะ ฮือๆ ผมกราบแล้ว ผมยอมทุกอย่างให้ผมขึ้นไปเถอะ ฮือๆๆ ”
พญามัจจุราช : “ ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีแห่งกรรม ข้ามิได้กำหนดวันตายของผู้ใดทั้งสิ้น งั้นมึงลองดูกระจกเงาของกูอีกทีสิ..”
ในภาพ ณ.ตอนนี้ พงศ์เห็นแม่ของ เขาร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะที่วัดระดับการเต้นหัวใจของร่างเขา เริ่มจะแย่ลงๆ เรื่อยๆแล้ว ในภาพ แม่ของเขารีบตามหมอกับพยาบาล มาดูอาการของพงศ์ ซึ่งอยู่ในขั้นที่เรียกว่า ตรีทูตเข้าไปทุกที
พงศ์ : “ ท่านพญามัจจุราช ให้ผมขึ้นไปเถอะ..ฮือๆๆ